Home l Biography l Work l Exhibition l Shop l Contact
 
Biography
Background


อารัมภบท
     เนื่องจากตัวผมเองจะไม่ค่อยถนัดนักกับการบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับชีวิตของตนเองให้ผู้อื่นฟัง เพราะปกติแล้วตัวเองจะเป็นคนที่ไม่ค่อยได้สนทนากับใครเป็นเรื่องเป็นราวมากนัก ด้วยอาจจะเป็นเพราะว่าตัวผมเองไม่ค่อยจะมีเรื่องที่น่าจดจำเพราะตลอดชีวิตของตนเองก็ไม่ได้มีเรื่องจดจำมากนัก หากแต่ ณ เวลานี้ทำให้ผมกลับมาคิดใหม่ว่า ถ้าไม่เริ่มเขียนบันทึกชีวิตของตนเองตั้งแต่ตอนนี้ ต่อไปเราก็คงจะลืมรสชาติของอดีต และความเป็นตัวของตัวเองก็จะค่อย ๆ เลือนหายและลืมไปในที่สุด ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะบอกเล่าเรื่อราวชีวิตของผมเอง
     เนื้อหาเรื่องราวต่าง ๆ ผมจะเขียนถ่ายทอดชีวิตของตัวผมเอง ผ่านการเล่าเรื่องมากกว่าที่จะเป็นเรียงความ หรือการเขียนวรรณกรรมอะไรเลิศหรู เพราะอาจจะด้วยภาษาที่ใช้เองและลักษณะการเขียนซึ่งเป็นการเขียนแบบไม่มีการร่างคล้าย ๆ การสนทนา แต่สนทนากับตัวเอง ถามตัวเองว่าในชีวิตที่ผ่านมาเราประสบพบเจอกับอะไรบ้าง โดยการเล่าเรื่องจะเริ่มจากชีวิตในวันเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน แบ่งเป็นช่วง ๆ ทำให้ง่ายต่อการอ่านและเขียน และง่ายต่อการแยกแยะการเขียนของตัวผมเองด้วย เรื่องราวต่าง ๆ ถือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตผมเองเพราะนอกนั้นมันหายไปกับกาลเวลาหมดแล้วบางช่วงที่มีความสุขที่สุดเราอาจจะไม่ได้จดจำเท่าช่วงชีวิตที่มันเลวร้ายที่สุด
     การเล่าเรื่องในครั้งนี้จึงถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต เพราะตัวเองไม่เคยเล่าเรื่องชีวิตให้คนอื่นได้รับรู้เลย พอได้มีโอกาส ก็จะทำให้ดีที่สุด ผิดพลาดประการใดในการเขียนกระผมก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เพราะผมถือว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเขียนก็คือการที่ตนเองได้ทบทวนชีวิต ที่ผ่านมา เพื่อเป็นพลังผลักดันให้ก้าวต่อไปในวันข้างหน้าก็เท่านั้นจริง ๆ
 
ศิลปะกับเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง
     ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวชิวิต ผมขอเล่าประวัติคล่าวพอให้นึกภาพออกเวลาเล่าเรื่องสักพอประมาณ นะครับ ชื่อของผมคือ นายอนุรักษ์ โคตรชมภู เกิดที่ คุ้มกลาง หมู่บ้านชื่อ บ้านถ่อน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย  ซึ่งหมู่บ้านถ่อนถือเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่มีหลายร้อยหลังคาเรือน ชื่อเล่นที่คนแถวหมู่บ้านเรียกก็เช่น ตึ๋ง, นุน้อย, อ่อน บ้างแต่ชื่อที่นิยมเรียกกันก็คงจะเป็นชื่อตึ๋งเพราะเป็นชื่อที่ทางครอบครัวตั้งให้ ชื่อของพ่อผมคือ นายอนนท์ โคตรชมภู ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น นายมน คุณแม่ชื่อนางสมัย โคตรชมภู มีพี่น้องทั้งหมด 4 คนผมเป็นคนสุดท้อง เป็นพี่ชาย 1 คน พี่สาว 2 คน ครอบครัวมีอาชีพทำการเกษตรและรับจ้าง ครอบครัวฐานะพอเพียง
     เข้าเรื่องกันเลย จากที่เคยถามคุณแม่ว่าตัวเองนั้นตอนเกิดเป็นอย่างไร เกิดวันอะไร ที่ไหนยังไง แม่ก็ได้เล่าให้ฟังว่าก่อนที่ผมจะมาเกิด ได้มีผู้ใหญ่แถวบ้านชื่อว่า พ่อตู้อบ ซึ่งปัจจุบันแกได้เสียชีวิตไปแล้ว ได้ฝันว่า แกได้เดินผ่านหน้าบ้านของคุณพ่อและคุณแม่ ปรากฏเห็นเด็กน้อย 2 คน กำลังนั่งห้อยขาเล่นน้ำอยู่บนขรัวเล็ก ๆ คลองหน้าบ้าน พอแกเดินเข้าไปใกล้ ๆ เด็กทั้ง 2 ก็ตกใจแล้วรีบวิ่งไปคนละฝั่งของถนน เด็กคนหนึ่งวิ่งเข้าไปทางบ้านของคุณอาผมเอง และอีกคนก็วิ่งมาทางบ้านพ่อกับแม่ผม แม่เล่าต่อว่า เด็กที่วิ่งอีกไปนั้นได้วิ่งไปเข้าท้องคุณอา กับท้องคุณแม่ ซึ่งต่อมาจะด้วยเหตุอะไรก็ตามต่อมาไม่กี่วันคุณอากับคุณแม่ก็ตั้งท้องไล่เลี่ยกัน และคุณอาก็ได้ให้กำเนิด ลูกชาย ตั้งชื่อว่า เอ้ และสัปดาห์ต่อมาคุณแม่ก็ให้กำเนิดผมแล้วตั้งชื่อว่าตึ๋ง ทั้ง2 ก็ต่างก็เกิดในวันอังคารเช่นกัน และยังมีสิ่งที่คล้าย กันก็คือต่างคนก็ชอบวาดรูปเช่นกัน จะด้วยความเชื่อส่วนตัวของผมเองหรืออะไรก็ตามตามที่ คุณแม่ได้เล่าเรื่องราวผีแฝดน้อยให้ผมฟัง ผมเชื่อว่าเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องจริงและถือเป็นการเกิดที่น่าทึ่งเล็ก ๆ สำหรับผม
     ชีวิตในวัยเด็กของผมเกิดมาจะเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยจะสู้แข็งแรงมากนัก ตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็ชอบมานั้งเอาหัวพิงราวบันไดทำท่าทางซึม ๆ เป็นอย่างนั้นทุกเช้า และด้วยความเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ คนแถวบ้านจึงตั้งชื่อให้อีกชื่อว่า บักอ่อน เป็นชื่อที่น่าภูมิใจในขณะนั้น พอผมมีอายุได้ ไม่ถึง ขวบ คุณพ่อของผมก็ต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศคือประเทศซาอุดิอารเบีย ด้วยฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน กว่าพ่อจะกลับมา ผมก็ 2 ขวบกว่า ๆ วันที่พ่อกลับมาจากเมืองนอกผมจำได้ดี คุณพ่อมากับรถเข็น ที่ชาวบ้านพาไปเข็นไปรับ แต่พ่อไม่ได้นั่งรถเข็นหรอกครับ ในรถเข็นก็จะมีทีวีสีเนชั่นแนล 20 นิ้ว ซึ่งถือเป็นสิ่งใหม่สำหรับครอบครัวเรา ด้วยความที่ยังเขินและอายในตอนนั้นเพราะไม่ค่อยได้เจอหน้าพ่อตั้งแต่ยังเด็กก็ยังไม่ค่อยได้เข้าไปคุยกับพ่อมากนัก ของฝากของผมคือกล้องสไลด์ ภาพทิวทัศน์ ภาพก็จะเป็นทะเลทรายบ้าง อูฐบ้าง ผมมีความสุขกับมันได้ทั้งวัน  และอีกกอย่างก็เป็นปากกานาฬิกา
     ผมไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนในชั้นอนุบาลเหมือนคนอื่น ๆ ด้วยทางบ้านขัดสน และครอบครัวต้องใช้จ่ายในการเรียนของพี่ทั้ง 3 คน ไม่กี่ปีผมก็ได้เข้าเรียนในชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ในวัย เจ็ดขวบ ในห้อง ป.1/3 มีคุณครูมานี สุทธิ เป็นครูประจำชั้น  ในโรงเรียนชุมชนบ้านถ่อน ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากบ้านของผม ทำให้สามารถเดินมาเข้าเรียนได้ ตอนนั้นเข้าเรียนใหม่ ๆ ผมเป็นคนขี้อายและค่อนข้างที่จะเป็นคนที่ไม่กล้า จำได้ว่าครั้งที่คุณครูจัดงานวันไหว้ครูผมได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนถือพานขึ้นไปไหว้ครู คู่กับเพื่อน ชื่ออิ๋ง ภานุรักษ์ พรมมา ด้วยความที่เป็นคนไม่กล้า วันงานจริง ๆ ผมกลับไม่มา
(หัวเราะ) เรียกได้ว่าเป็นโรคกลัวผู้หญิงตั้งแต่เด็ก
     ผมเป็นคนชอบวาดรูปตั้งแต่ยังเด็ก ครูคนแรกที่สอนวาดรูปก็คือครูวันชัย สุทธิ ซึ่งแกเป็นครูดนตรี แต่แกก็จะได้รับหน้าที่สอนศิลปะด้วย งานชิ้นแรกที่ผมได้เขียนก็จะเป็นภาพเขียนบ้าน ทิวทัศน์ธรรมดาทั่วไป คุณครูชอบมาก และจะให้ผมไปเขียนติดบอร์ดที่หน้าห้องบ่อย ๆ ด้วยสีน้ำบ้าง สีไม้บ้าง สีเทียนบ้าง ด้วยนิสัยที่ชอบวาดรูป หนังสือ สมุดเล่มที่ว่าง ๆ ก็จะเต็มไปด้วยภาพวาดด้วยดินสอ ปากกา ด้วยความที่เห็นภาพในหนังสือสวย ๆ ไม่ได้อยากจะวาดตามขึ้นมาทันที พอมีงานประกวดวาดภาพผมก็ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปประกวดวาดภาพ การประกวดครั้งแรกของผมตอนนั้นผมอยู่ ป.3 เข้าไปประกวดในงานทักษะวิชาการ ปรากฏว่าผมได้รางวัลชนะเลิศระดับเขตการศึกษา ไม่มีรางวัลหรอกครับได้ก็ก็แต่สมุดพระราชทานกับดินสอมาใช้ แต่ความภาคภูมิใจนี่สิ เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่กว่า พอวันรุ่งขึ้นไม่ทันได้ตั้งตัวในขณะที่เข้าแถวเคารพธงชาติ หลังจากเสร็จพิธี ครูใหญ่อาจารย์สมพล นาดี ได้ขึ้นไปพูดว่ามีนักเรียนคนหนึ่งไปสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน และให้ผมไปยืนโชว์ตัวอยู่หน้าเสาธง ถึงจะเป็นคนขี้อายยังไง แต่วันนี้ถือเป็นเหตุจำเป็นอันเลี่ยงไม่ได้ ผมก็เลยได้ไปยืนและแนะนำตัวให้คนอื่น ๆ ทั้งโรงเรียนได้รู้จัก เป็นเหตุให้ทางบ้านรู้สึกภูมิใจเล็ก ๆ ในตัวผม
     หลังจากที่ได้รางวัลมาในระดับเขต ก็ได้ไปประกวดระดับอำเภอต่อที่โรงเรียนท่าบ่อ ก็ได้รางวัลชนะเลิศอีก หลังจากนั้นด้วยความที่สนใจในด้านการวาดรูปมาก จึงทำให้ผลการเรียนในวิชาอื่นลดต่ำลง แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้าย จะอยู่ประมาณกลาง ๆ เพราะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการซ้อม ในการไปแข่งในระดับจังหวัดต่อไป นอกจากจะวาดรูปประกวดแล้วผมยังถูกคุณครูให้ช่วยงานวาดรูปอยู่บ่อย ๆ เช่นการเขียนการ์ตูน เขียนภาพประกอบอุปกรณ์การสอน เป็นต้น จำได้ว่าตอนอยู่ชั้น ป.4 คุณครูให้วาดรูปให้โดยได้รับค่าตอบแทนด้วยเป็นเสื้อยืดสีเทา นั่นเป็นค่าตอบแทนอันแรกที่ผมได้จากการวาดภาพ พอช่วง ป.5 ผมได้มีโอกาสไปประกวดวาดรูประดับจังหวัดในนามตัวแทนของอำเภอท่าบ่อ ซึ่งต้องเดินทางไปแข่งขันในตัวจังหวัด ในครั้งนั้นผมได้รางวัลที่ 2 ด้วยเหตุที่ว่าผลงานของผมมันเป็นแค่องค์ประกอบ ไม่มีเรื่องราวทำให้รู้จักกับคำว่าแพ้ในช่วงแรกของชีวิต แพ้ในสิ่งที่ตั้งใจ แต่ก็มีกำลังใจที่ดีจากคุณครูและทางบ้าน แต่นั่นก็ถือว่าเป็นที่สุดของชีวิตของเด็กบ้านนอกคนหนึ่งแล้ว ชีวิตในวัยเด็กประถม ที่โรงเรียนนอกจากจะเรียน วาดภาพ แล้วผมยังสนใจที่จะเล่นดนตรีด้วยเหตุที่ว่าทางโรงเรียนจะมีวงดุริยางค์ประจำโรงเรียนเวลาที่รุ่นพี่ซ้อมกันโดยมีครูวันชัย เป็นผู้ฝึกสอน ผมจะชอบไปนั่งดูเขาซ้อมกัน พออายุได้และประจวบเหมาะผมก็เลยสมัครเข้าวงดุริยางค์ เครื่องดนตรีที่ผมได้เล่นคือ เบลรีล่า ซึ่งสภาพมันไม่ค่อยดีนัก น๊อตที่ยึดตัวโน๊ตก็หลุด 2-3 อัน เอาไม้เสียบไว้พอเล่นได้ หมดทั้งโรงเรียนมี 2 ตัว จำได้ว่าต้องเล่น คู่กับเพื่อนอีกคนเป็นลูกคุณครูชื่อประกาศิต ตาลดอน ชื่อเล่นชื่อบิ๊ก หลังจากเลิกเรียนทุกวันเราก็จะซ้อมวงกัน งานที่ได้ไปเล่นก็เช่น งานกีฬา งานแห่ขบวนต่าง ๆ เวลาที่เบื่อเครื่องดนตรีชนิดไหนผมก็จะไปตีกลองบ้าง เล่นอังกะลุงบ้าง เป่าเมโลเดียนบ้าง แล้วแต่ว่าอยากจะเล่นอะไร ผมมีโอกาสได้เล่นทีมฟุตบอลประจำโรงเรียน ด้วยความที่ชอบเตะบอลแต่ก็ได้ลงเตะไม่กี่ครั้งเพราะเล่นไม่ดีเท่าคนอื่น 55 (หัวเราะ) ไปแข่งต่างโรงเรียนบ่อยเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะนั่งเป็นตัวสำรอง
     เยื้องจากบ้านผมจะมีญาติคนหนึ่งแกชื่อพี่จิ๋ว ปัญญา โคตรชมภู ซึ่งแกเป็นคนที่วาดรูปเก่งมาก งานที่แกถนัดจะเป็นงานวาดเส้น และวาดภาพด้วยสีโปสเตอร์ แกจะชอบวาดรูปดารา เช่นหลิวเต๋อหัว ศรราม บิลลี่ งานที่แกเขียนเยอะมาก พี่จิ๋วถือเป็นครูคนสำคัญอีกคนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผม คอยบอกและแนะนำเรื่องการวาดภาพ เวลาที่ผมวาดภาพเสร็จก็วิ่งเอาไปให้แกวิจารณ์ให้ แต่ก่อนก็ไม่มีอะไรมากเอาแค่เหมือนกับไม่เหมือนก็แค่นั้น  วันไหนถ้าไม่ได้ไปนั่งดูแกทำงานเหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่าง แรงบันดาลใจของผมอีกคนคือพี่เติ่ง ทะนง โคตรชมภู ผู้ซึ่งไม่ยอมแพ้แก่ชะตาชีวิตไม้ร่างกายแกจะใช้งานไม่ได้ด้วยโรคประจำตัว แต่แกก็ยังใช้ปากคาบพู่กันในการเขียนรูป ตอนเป็นเด็กผมมักจะเอาผลงานที่วาดเสร็จแล้วไปให้แกติชม จำได้ว่าตอนนั้นอยู่ราว ๆ ป.4 ผมวาดรูปหุ่นนิ่งแจกันกับดอกไม้ใส่ในสมุดวาดเขียนเล่มใหญ่ราคา 12 บาท ได้คำติชมมาก็มาปรับมาแก้ จะเป็นอยู่อย่างนี้ช่วงหนึ่ง
ชีวิตในวัยประถมเยอะมากถ้าเล่าคงไม่หมดแค่นี้ไว้มีโอกาสได้เขียนเป็นเรื่องเป็นราวคงจะได้เอาจริงแต่ก็พอได้รับรู้ที่มาที่ไปของตัวกระผมเองในระดับหนึ่ง
 
จุดเปลี่ยน
     เส้นทางการศึกษาของผม กับพี่สาวคนที่ 2 ถือว่าได้รับโอกาสมากกว่าพี่น้องอีก 2 คนเพราะว่าพี่ชายผม นายเมทฤทัย โคตรชมพู และพี่สาวนางนฤมล โคตรชมภู ต้องเสียสละให้น้องอีก 2 คนได้มีโอกาสทางการศึกษาที่สูงกว่า จึงจำเป็นต้องสิ้นสุดการเล่าเรียนในระดับชั้นแค่ ม.3 ทั้ง 2 คน และในช่วงที่ผมกำลังจะจบในระดับชั้น ป.6 ในขณะนั้นกะจะมีการเตรียมตัวเพื่อไปสอบเข้าเรียนในระดับชั้น ม.1 ซึ่งที่ผมเลือกไว้ก็จะมี 2 ที่ ไม่เรียนที่โรงเรียนถ่อนวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำตำบล ก็ต้องเข้าไปเรียนที่โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดตามเพื่อนหลาย ๆ คนชวน อันที่จริงแล้วผมเองก็คิดที่จะไปเรียนที่ในตัวจังหวัดเหมือนกันเพราะถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เรียนแข่งขันกับเด็กนักเรียนในเมืองแต่ก็เลือกที่จะไม่ไปในที่สุด ด้วยเหตุผลที่ทางบ้านต้องส่งเสียพี่สาวคนที่ 2 ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคารเช่นกัน ตอนนั้นพี่สาวผมคงอยู่ชั้น ม.5 และอีกอย่างถ้าไปเรียนในเมืองก็ต้องรับผิดชอบตัวเองให้มากขึ้น ไว้ค่อยไปเรียนตอนที่ขึ้นมัธยมปลายแล้วกัน
     การเรียนในชั้น ม.1 ที่โรงเรียนประจำตำบลทำให้ผมได้พบกับอาจารย์รุ่งโรจน์ ตัณฑศิลป์ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนศิลปะประจำโรงเรียน ผมเรียกอ.เด่น ซึ่งเป็นชื่อเล่นของแก ผมได้เรียนรู้การเขียนป้าย การวาดเส้น การทำซิลสกรีน การปั้น และอื่น ๆ ผมใช้ชีวิตอยู่กับโรงเรียนจนแทบจะเป็นช่างป้ายประจำโรงเรียนรองจากครูเด่น ช่วงแรก ๆ ที่เข้าไป ม.1 ผมยังไม่มีโอกาสที่จะไปประกวดวาดรูปกับเขาเพราะด้วยประสบการณ์ แต่ก็ได้ส่งประกวดงานเล็ก ๆ ภายในโรงเรียนเอง ก็ได้รางวัลมาเป็นสมุดหนังสือบ้าง การปรับสภาพการเรียนถือเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผมการเรียนตกต่ำได้เกรดเฉลี่ยประมาณ 2.57 ซึ่งเป็นผลการเรียนที่ต่ำเมื่อเทียบกับคนที่เก่งประจำหมู่บ้าน เมื่อผลการเรียนออกมาเช่นนี้ทางบ้านก็รู้สึกไม่ดีแล้วคืนวันหนึ่ง พ่อแม่ พี่สาว ก็เรียกผมไปคุยเรื่องการเรียน มีเนื้อหาประมาณว่า ถ้าได้เกรดเท่านี้จะเรียนสู้คนอื่นได้อย่างไร แล้วโตขึ้นจะไปสอบเรียนได้หรือไม่ ทางบ้านก็ขัดสน ถ้าตั้งใจเรียนในตอนนี้ก็จะสบายในวันข้างหน้า ผมได้แต่นั่งคอตกแล้วก็รับปากในคืนนั้นว่าจะตั้งใจเรียน เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องผิดหวังในตัวผม หลังจากนั้นมา พอขึ้น เทอมที่ 2 ผมก็ตั้งใจอ่านหนังสือ และตั้งใจเรียนในชั้นเรียน อ่านหนังสือทุกวัน ผมกลายเป็นคนรักในการอ่านตั้งแต่นั้นมา ทำให้ผมเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมของโรงเรียนทุกปีตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา และได้รับเกียรติให้เป็นลูกดีเด่นเนื่องในวันแม่แห่งชาติของโรงเรียนด้วย ถือเป็นความภาคภูมิใจของผมเองและครอบครัว
     นอกจากด้านการเรียนแล้วด้านกีฬาผมก็ยังมีโอกาสได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปร่วมแข่งขันฟุตบอลระดับมัธยมต้น แต่ติดเป็นตัวสำรอง 555 (หัวเราะ) คงเป็นตำแหน่งที่ติดมาจาก ประถม แต่ต่างกันตรงที่ ตอนประถมจะใส่แองเกิล แต่นี่ต้องใส่รองเท้าสตั๊ด ซึ่งรองเท้าของผมคู่แรกผมได้ขอตังค์แม่ซื้ออยู่ที่ตลาดในตัวอำเภอยี่ห้อตราไก่ ชอบมาก นอนกอกทั้งคืน ปุ่มมันเป็นยางก็หาสกรูมาขันใส่ ให้มันเป็นเหมือนปุ่มเหล็กเหมือนอีริค คันโตน่า ใส่เตะทีไรหญ้าติดเต็มสกรูทุกที ด้วยความที่มันเป็นรองเท้าปลอม ก็อยู่ได้ไม่ถึงเดือนก็ลาโลกไป
     ในช่วงชั้นม.2 ผมได้มีโอกาสไปวาดรูปประกวดในระดับอำเภอ ก็ได้รางวัลชนะเลิศมา แต่พอไปในระดับจังหวัดผมก็ได้รับรางวัลที่ 2 เหมือนกับในช่วงตอนอยู่ประถมอีกตามเคย แต่นั่นก็ถือเป็นความภาคภูมิใจในระดับหนึ่งของผม
ช่วงชั้นมัธยมศึกษาชั้น ปีที่ 3 นั้นเป็นช่วงที่ต้องเตรียมตัวสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกเข้าเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัดต้องอ่านและติวหนังสือเป็นอย่างหนักถึงขนาดต้องอดหลับอดนอนกันเลยที่เดียว เพื่อที่จะสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังให้ได้ดังที่ตั้งไว้ เมื่อถึงเวลาสอบผมเดินทางไปสอบที่โรงเรียนที่จะเข้าคือโรงเรียนประทุมเทพวิทยาคาร อ.เมือง จ.หนองคาย ตอนสอบก็คิดว่าตัวเองน่าจะสอบได้เพราะทำข้อสอบได้อยู่ ผลที่ออกมาเป็นไปตามคาดผมสอบได้ ได้อยู่ห้อง ม.4/5 คณะพลอยแดง วันนั้นเป็นวันที่มีความสุขมากอีกวันหนึ่งในชีวิตของผม เพราะการสอบแข่งขันสมัยก่อนเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเด็กบ้านนอกอย่างผมในสมัยนั้น
     ชีวิตในช่วงเรียนผมเลือกเรียนในสายวิทย์ – คณิต ซึ่งเป็นสายที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับศิลปะเลย แต่ด้วยความหวังของตัวเองและครอบครัว ที่ต้องการ เพื่อเป็นการขีดเส้นให้กับตัวเองในวันข้างหน้าที่จะสอบเข้าระดับอุดมศึกษา โดยทางบ้านตามประสาจะด้วยความเชื่อหรือเป็นค่านิยมอะไรก็แล้วแต่ ตั้งใจที่จะให้ผมสอบเข้าเป็นครู ด้วยเล็งเห็นว่าการเป็นครูถือเป็นอาชีพที่มั่นคง และมีเกียรติ แต่ตัวผมเองแล้วผมมีความหวังที่จะสอบเข้าคณะสถาปัตย์ หรือไม่ก็ออกแบบนิเทศศิลป์เพราะด้วยความชอบส่วนตัว และด้วยการที่ได้คุ้นเคยกับงานก่อสร้างที่คุณพ่อทำอยู่เป็นอาชีพ ส่วนความชอบในออกแบบนิเทศก็มาจากการที่เป็นคนชอบออกแบบปกหนังสือ โปสเตอร์ ป้าย ต่าง ๆ และทำเป็นประจำอยู่แล้ว จึงถือเป็นความถนัด และชีวิตก็ดำเนินต่อไปตามความฝันของตนเอง แม้จะเรียนในสายวิทยาศาสตร์ แต่ผมก็จะเลือกวิชาเสรีที่เป็นศิลปะอยู่เช่นเคยเพราะมันได้เข้าไปในจิตสำนึกส่วนลึกไปแล้ว อาจารย์ที่สอนศิลปะในขณะนั้นก็จะเป็นอาจารย์ที่จบจากเพาะช่าง 2 คน ได้แก่ อาจารย์สุจินต์ ภมรศิริ และอาจารย์วัชระชัย ทิพยารมย์ อาจารย์ทั้งสอนเก่งมาก ผมชอบที่จะไปชื่นชมเวลาแกเขียนภาพ และเขียนป้าย และก็ได้เป็นลูกมือคอยช่วยอาจารย์ในที่สุด โดยเฉพาะ อาจารย์น้อย (อาจารย์สุจินต์ ภมรศิริ) จะสนิทกันมาก ผมใช้เวลาส่วนหนึ่งกับเพื่อน ๆ กับห้องสมุด และกับห้องศิลปะ เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆเสมอ อ.น้อยได้สอนหลักการวาดเส้นผมซึ่งผมไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อนทำให้ได้ความรู้เพิ่มเติมเยอะแยะ และได้มีโอกาสเป็นตัวแทนของโรงเรียนในการประกวดวาดภาพระดับเขตการศึกษา ได้รางวัลชนะเลิศ และได้รองชนะเลิศ ระดับจังหวัด จำได้ว่าตอนแข่งขันระดับเขตนั้นแข่งขันที่โรงเรียนน้ำสวยวิทยา และแข่งขันในระดับจังหวัดที่โรงเรียนโพนพิสัย ผมดีใจมากที่ไม่เคยได้รางวันชนะเลิศระดับจังหวัดตลอดมา พออยู่มัธยมปลายก็ทำได้สำเร็จ ทางบ้านก็ดีใจกับผมด้วยเช่นกัน การแข่งขันก็จะเป็นการเขียนหุ่นนิ่ง
     พอถึงเวลาสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยผมเลือกที่จะสอบคณะสถาปัตย์ และออกแบบนิเทศศิลป์ แปลกมากไม่มีคณะศิลปกรรมศาสตร์เลย ด้วยความที่ตัวเองตั้งความหวังไว้มาก ในตอนนั้นเลยเลือกมหาลัยที่มีคะแนนที่สุงมาก เช่น ศิลปากร, ลาดกระบัง, เชียงใหม่, บูรพา โดยไม่มีการสำรอง มหาวิทยาลัยที่คะแนนต่ำ ๆ ลงมาเลย รวมทั้ง มหาวิทยาลัยมหาสารคามด้วย อาจจะด้วยเพราะมั่นใจในคะแนนวิชาปฏิบัติ และวิชาความถนัดที่ได้คะแนนเยอะ ผลสอบออกมากลับไม่มีชื่อตัวเองที่สอบติดแม้แต่น้อย วันนั้นเป็นวันที่ไม่ใช่แค่ผมที่เสียใจ แต่ครอบครัวทั้งครอบครัวถึงกับกินข้าวไม่ลง ไปหลายวัน เพราะด้วยความหวังและตั้งใจไว้สูง อันอาจจะเกิดจากญาติ ๆ และคนระแวกหมู่บ้าน รุ่นพี่ รุ่นน้อง ก็พากันเข้าคณะดีดีได้ทั้งนั้น เช่น คณะเภสัชศาสตร์, คณะพยาบาล, คณะเกษตรศาสตร์, วิศวะ, สาธารณสุข เป็นต้น
     แต่ผมก็ไม่ยอมที่จะลดละความตั้งใจ พยายามหาที่สอบต่อไป วันนั้นเหมือนมีอะไรมาดลใจ ให้เดินไปอ่านบอร์ดที่อยู่หน้าอาคารเรียนปกติจะผ่านแล้วเลยไปเพราะบอร์ดนั้นจะรกไม่ค่อยน่าอ่านเท่าไหร่ พอดีไปเจอโปสเตอร์รับสมัครเรียนระบบพิเศษของมหาวิทยาลัยมหาสารคามอยู่ และผมก็เลือกที่จะสอบเข้าในสาขาวิชาทัศนศิลป์ ในระบบพิเศษซึ่งแม้จะจ่ายค่าเล่าเรียนเป็น 2 เท่าของภาคปกติก็เอาเถอะ
 
สารคามแดนฝัน
     ในช่วงชีวิตที่เข้ามาศึกษาในสาขาวิชาทัศนศิลป์นั้นต้องใช้ระยะเวลาตลอดหลักสูตร 4 ปี รวมค่าใช้จ่ายแล้วเป็นเงินจำนวนมากสำหรับครอบครัวผม อีกอย่างผมเข้าเรียนในระบบพิเศษด้วยจึงต้องจ่ายค่าเทอมแพงเป็น 2 เท่า หนทางเดียวที่ผมจะเรียนโดยเสียค่าเทอมน้อยหน่อยคือการสอบเอนทรานซ์ใหม่ในปีการศึกษาต่อไปแล้วค่อยเทียบโอนรายวิชามาตอนขึ้นปี 2 เพื่อที่จะเปลี่ยนมาเป็นภาคปกติ ผมจึงไม่รอรีเมื่อขึ้นปี 2 จึงลงสอบใหม่ ปรากฏว่าผมสอบได้และมีรายชื่อติดในโควตา ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แต่พอถึงช่วงเวลาที่จะทำการเปลี่ยนระบบเป็นเรื่องยากและหลายขั้นตอนมาก ประกอบกับการขาดที่ปรึกษาที่ดีพอ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยบอกว่าต้องทำเรื่องลาออกจากการเป็นนิสิตก่อน ซึ่งมันเป็นเรื่องทำซับซ้อนสำหรับผมในช่วงนั้น และประจวบเหมาะถ้าไม่รีบลงทะเบียนเรียนในปี 2 ก็จะไม่ได้เรียนอีก จึงหมดระยะเวลาที่จะเทียบโอนไปในที่สุด ซึ่งผมพลาดเป็นครั้งที่ 2 พลาดแล้วพลาดอีก จึงต้องหาทางกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาพอช่วยลดภาระของครอบครัวได้
     ในการเรียนในระดับอุดมศึกษาผมได้ใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยประสบมา ได้เรียนรู้ ค้นหา ศิลปะซึ่งเป็นความหมายใหม่สำหรับผม ความหมายที่ไม่ใช่แค่การวาดเขียน เพียงแค่เอาความงาม หลาย ๆ อย่างที่พยายามทำความเข้าใจ ลองผิดลองถูกบ้าง ซึ่งต่อไปนี้ผมจะขอเล่าประสบการณ์ในการเรียนศิลปะในรั้วมหาวิทยาลัยแบบสรุปคล่าว ๆ โดยแบ่งเป็นช่วงชั้นปี ตั้งแต่ปี 1 – ปี4 ในรายละเอียดปลีกย่อยนั้นจะไม่ขอเล่าลงลึกเพราะบางอย่างมันเป็นเรื่องที่เขียนไม่ได้ ต้องสื่อผ่านการเล่าถึงจะได้ในอรรถรส
     ในชั้นปีแรกที่ผมเข้าศึกษากระบวนการเรียนก็จะเป็นเรื่องของทักษะพื้นฐานทางศิลปะ เช่น วาดเส้น, จิตรกรรมสีน้ำ, ภาพพิมพ์, ประติมากรรม, องค์ประกอบศิลป์, ประวัติศาสตร์ศิลป์, สุนทรียศาสตร์ เป็นต้น ผมไดมีโอกาสเรียนรู้ศิลปะจากอาจารย์ผู้สอนที่มีความรู้ความสามารถในระดับประเทศ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดี ในการที่เราจะตักตวงเอาความรู้จากท่าน นอกจากนั้นแล้วเพื่อน และรุ่นพี่ก็ถือเป็นส่วนสำคัญในการเรียนเช่นกันทั้งด้านความช่วยเหลือ การแชร์ความรู้ การชี้แนะ การวิพากษ์ วิจารณ์ศิลปะ ตลอดระยะเวลาในชั้นปีที่ 1 การทดลองสร้างสรรค์ที่หลากหลาย จึงเกิดเป็นผลงานแบบไม่ค่อยจะเป็นศิลปะอยู่หลายชิ้น (5555) แต่น่าเสียดายมากที่ผลงานเหล่านั้นไม่ได้ถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี เลยพลอยให้สูญหาย ชำรุดไปบ้าง อีกทั้งในขณะนั้นการเก็บผลงานในรูปของภาพถ่ายเป็นเรื่องยากสำหรับผม ด้วยความที่ไม่มีกล้องถ่ายภาพ และด้วยความเกรงใจที่จะหยิบยืมพื่อน ๆ จึงเหลือผลงานในชั้นปีที่ 1
     ในระหว่างศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 อาจารย์ก็ให้เลือกเรียนตามความถนัดของตนเอง ผมจึงเลือกเรียนในวิชาเอกจิตรกรรม แต่ก็ชอบในทุก ๆ สาขาวิชา แต่ที่สุดแล้วก็ต้องเลือก บอกกับตัวเองว่าเอาไว้เรียนจบหรือเรียนในระดับถัดไปค่อยเรียนหรือสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการอื่น ๆ การเรียนในช่วงนั้นเป็นการค้นหาที่เรียกได้ว่าไม่เป็นกิจจะลักษณะ เนื่องจากยังเป็นการเรียนแบบคลำหาทาง ค้นหาตัวเอง ค้นหาเรื่องราวที่จะสร้างสรรค์ ถามตัวเองถึงความต้องการ อีกทั้งด้วยประสบการณ์ยังด้อยจึงเป็นความเสี่ยงที่จะทำงานในลักษณะการเรียนแบบงานศิลปะก่อนแล้วค่อย ๆ พัฒนาเป็นของงานตนเอง โดยการศึกษางานตามหนังสือ สูจิบัตร บ้าง จึงเกิดเป็นการติดอิทธิพลทางพลงานศิลปกรรมขึ้น
     เนื้อหาที่ทำในชั่วแรก ๆ ก็จะนำเอาเรื่องราวของคนบ้ามาสร้างสรรค์เป็นงาน การหาข้อมูลของผม ผมจะให้ความสำคัญมาก โดยการสัมภาษณ์เป็นหลัก ผมได้ทำการสัมภาษณ์ และพบปะพูดคุยกับคนบ้ามาแล้วประมาณ 8 คน ที่จำได้ก็จะมี ยายจำเนียร หลัง ม.เก่า, พ่อตู้บุญ, หลัง ม.เก่า, พ่อใหญ่เที่ยง ท่าขอนยาง, พ่อตู้แดง นักพเนจร และคนอื่น ๆ ที่ไม่รู้จักชื่อ ผู้ซึ่งเป็นครูของผม โดยเฉพาะพ่อตู้แดง ผมจะชอบไปถามแกเวลาเห็นแก และจะชอบให้ตังค์แก บางครั้งแกก็ให้หวยเป็นการตอบแทนบ้าง แต่ไม่เคยถูก ผมเคยสัมภาษณ์ พ่อใหญ่เที่ยง ใช้เวลาไปร่วม 30 นาที สัมภาษณ์ช่วงแรก ๆ คุยไม่รู้เรื่องถามอย่างตอบอย่าง พอถามไม่รู้เรื่อง เราก็ต้องคิดต่อว่าเขาน่าจะเป็นคนชอบอะไร ตามพฤติกรรมความน่าจะเป็น พอดีนึกได้ว่าแกชอบร้องเพลงก็เลยถามเรื่องเพลงซะเลยทีนี้คุยถูกคอ ทั้งร้องเพลงให้ฟัง ทั้งบอกว่าชอบศิลปินคนไหน ยิ้มมมมมม พอใจ เสร็จแล้วก็ให้แกวาดรูปใส่สมุดสเก็ตให้ ผมเสียดายหายไปหมด ราว ๆ มีสัก 4 – 5 รูปได้ที่คนบ้าหลาย ๆคนเขียนให้ผม ทุกครั้งที่ผมไปนั่งคุยกับคนบ้า คนเขาก้จะหัวเราะผม และนั่นถือเป็นความสำเร็จในการหาข้อมูลของผม เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การสานต่อยังไม่เกิดผลเท่าที่ควร
     ในชั้นปีที่ 3 นั้นเริ่มหันมาทำเรื่องของตัวเองบ้าง เรื่องของชีวิตบ้าง เน้นอารมณ์และเรื่องราวโดยผ่านทางพื้นผิว และท่าทาง ด้วยเทคนิคสีน้ำมันบนทราย ในบางช่วงที่ค้นหาตัวเอง ก็ทดลองสร้างพื้นผิวโดยการ ถูเช็ด ขูดขีด บ้างเพื่อให้เกิดร่องรอย ของการถูกกระทำ ด้วยปัจจัยภายนอก อาจจะด้วยสภาวะแวดล้อมรอบด้านปัญหาสังคม เพื่อให้เกิดการตระหนักและมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม เพื่อนำไปสู่การให้ความสำคัญกับที่มาและปลายเหตุ สรุปแล้วในช่วงชั้นนี้ก็ยังเป็นการค้นหาตัวเองต่อไป
     ผลงานในช่วงก่อนและ ช่วงทำศิลปนิพนธ์ เป็นผลงานที่ทำในหัวข้อเรื่องภาพสะท้อนวิถีชีวิตกรรมกร ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวผมที่สุดเพราะมีคุณพ่อเองซึ่งเป็นช่างสร้างบ้าน จึงเกิดการซึมซับ เรียนรู้ ถึงความยากลำบากและการตรากตรำของวิถีชีวิต ถือเป็นสิ่งสะเทือนใจสำหรับตัวผมเอง เพราะพ่อผมเองถือว่าเป็นผู้ที่ต่อสู้ชีวิตคนหนึ่ง แม้จะจบแค่ป.4 แต่แกก็สามารถส่งเสียและหาเลี้ยงครอบครัวได้ และเพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะของสังคมที่มีจำนวนคนไม่น้อยเลยที่ประกอบอาชีพนี้ เพื่อเล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น อันที่จะนำพาไปสู่การหยุดคิดและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เทคนิคที่ใช้ยังคงเป็นสีน้ำมันบนผ้าใบ และมีการเช็ดถู ขูด ขีด เพื่อให้เกิดร่องรอย การประเมินงานในครั้งนั้นมีผู้ทรงคุณวุฒิทางศิลปะระดับประเทศให้เกียรติมาประเมินเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นเกียรติอย่างยิ่งกับชีวิตผมที่ได้มีโอกาสฟังคำวิจารณ์ และคำชี้แนะดังจะเห็นได้จาก วีดีโอข้างล่าง ในขณะ ที่อาจารย์มานิต ภู่อารี กำลังวิจารณ์ งานผมอยู่ ตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก
 
เรือน้อย
     ช่วงชีวิตการเดินทางหลังจากจบการศึกษาตามหลักสูตร 4 ปี ในระดับปริญญาตรี ด้วยความภาคภูมิใจของครอบครัว และญาติพี่น้องด้วยหวังว่า ลูกชาย จะเป็นที่พึ่งหลักของครอบครัวได้ และมุ่งหวังที่จะได้ทำงานในสถานที่ดีดีตามตั้งใจไว้ ทางบ้านอยากให้เป็นครูแต่ในช่วงแรกผมได้รับการติดต่อจากพี่ที่รู้จักกันกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ชื่อแกคือ พี่ปุ๋ยซึ่งเป็นสายทางเพาะช่าง ทำงานอยู่ที่ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ พอดีแกอยากได้คนที่จบศิลปะไปทำงานเป็นช่างศิลป์ที่นั่น ผมก็เลยได้มีโอกาส ไปที่นั่น หลังจากจบการศึกษา เพียงไม่กี่วัน ช่วงแรกผมเดินทางกลับบ้านไปก่อน แล้วค่อยเดินทางอีกทีวันรุ่งขึ้น มีพ่อและแม่มาส่งขึ้นรถโดยสาร ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากนิสิต มาเป็นวัยทำงาน ของผม ที่ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ส่วนเป็นปัญหาอะไรนั้นขอไม่พูดในที่นี้ ลักษณะงานที่ผมทำ ก็จะเป็นตำแหน่งช่างศิลป์ เป็นลูกจ้างชั่วคราวไปก่อนแล้วถ้าผ่านงานก็จะบรรจุให้ งานที่ทำก็จะเป็นงานออกแบบตกแต่งห้องประชุม, ทำป้ายทั้งในและนอกโรงแรม, ทำโลโก้, ออกแบบกราฟิค, รวมไปถึงงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะในโรงแรม รายได้ก็ตกเดือนละประมาณ 10,000 – 12,000 บาท แต่ด้วยเหตุผลที่รับไม่ได้ และด้วยความไม่ชอบการดำเนินชีวิตในความวุ่นวาย ในเมืองหลวง ผมจึงต้องขอลาออกจากงานไป ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นห่วงพี่ปุ๋ย ผู้มีพระคุณกับผม
     เมื่อลาออกจากงานมาผมก็ได้มาทำงานต่อที่โรงพิมพ์คลังนานาธรรม จังหวัดขอนแก่น ด้วยตำแหน่ง Graphic Designer ลักษณะงานก็เป็นงาน ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไป ผมทำงานอยู่ที่นั่นไม่นานก็ขอลาออกไปด้วยการที่ตัวเองต้องไปกลับ มหาสารคาม-ขอนแก่นทุกวัน เลยเป็นปัญหา การเดินทางของผมจึงก้าวต่อไป เพื่อรอการงานที่มั่นคง ผมหางานอยู่พักใหญ่หลายสัปดาห์ โดยช่วงนั้นก็พักอยู่ที่มหาสารคาม จนได้สมัครไปทำงานขนของในห้างสรรพสินค้า ชื่อ ฟาร์มมาร์ท โมเดรินเทรด ในตัวเมืองมหาสารคาม ทำอยู่ได้ 1 เดือน ผมก็ต้องออกไป เพราะได้งานตามที่ตั้งใจไว้ในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฝ่ายประถม ในตำแหน่งอาจารย์ผู้สอนในรายวิชาศิลปะ พร้อมกับตำแหน่งหัวหน้าหมวดศิลปศึกษา อยู่ต่อมา 2 ปีกว่า ผมก็ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายอาคารสถานที่ ในช่วงเวลาที่ทำงานอยู่ที่โรงเรียนผมได้ทุ่มเททั้งแรงกายและใจอย่างเต็มกำลังของผม จนมีคนรักและให้กำลังใจมากมาย ด้วยความที่อุตสาหะทำทุกอย่างไม่ได้เลือกงาน แน่นอนเมื่อมีคนรักมาก ก็ต้องมีมารตัวอิจฉา คอยขัดขวางทุกวิถีทาง และด้วยระบบการบริหารจัดการแบบเครือญาติทำให้ผมต้องผ่ายต่อสิ่งชั่วร้าย คอยกลั่นแกล้งผม (ขอไม่เล่าต่อเพราะเป็นเรื่องการเมือง) ชีวิตผมต้องเจออะไรแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่สมัยเรียน
     ในระยะเวลาที่ผมทำงานอยู่ที่โรงเรียนสาธิต ผมได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ในสาขานฤมิตศิลป์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ด้วยความที่มีความสนใจใน ศิลปะ + คอมพิวเตอร์ ผมก็เลยตั้งใจศึกษาในเรื่องการทำ Animation, การทำเว็บไซต์ และอื่น ๆ แต่พอเรียนได้ 1 ปีกว่า ก็ได้หยุดเอาไว้ เพราะคนที่คอยกลั่นแกล้งผมให้ทำงานในวันเสาร์และอาทิตย์ที่โรงเรียน ซึ่งเป็นเวลาเรียนของผม ผมก็เลยมีเวลาเรียนไม่พอ นี่เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ข้อที่ไม่กล่าวถึง ถ้าเล่าได้จะดีมาก รวมระยะเวลาผมทำงานที่โรงเรียนได้ 5 ปี ก็ต้องสิ้นสุดลง ด้วยความอ่อนแรงที่จะต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายในรูปแบบการเมืองในสถานศึกษา และจบลงที่ความเศร้าโศกของพี่น้องเพื่อนร่วมงาน ที่พยายามฉุดดึงผมเอาไว้ไม่ให้ลาออก “ซ่างแม่มัน” นั่นคือคำที่พ่อผมบอก
     ด้วยความที่ทางบ้านเป็นห่วงพี่สาวกับพี่เขยก็เลยให้เงินมา 30,000 บาทพอได้เป็นทุนในการทำร้านรับออกแบบ และงานศิลปะผมได้ร้านที่ใหญ่พอประมาณอยู่แถวริมคลองสมถวิล ตั้งชื่อร้าน Vector Graphic กิจการก็อยู่ได้งานเข้ามาเรื่อย ๆ ลักษณะงานก็จะเน้นการสอนหนังสือเด็กเป็นหลัก เพราะผู้แกครองหลาย ๆ คนที่ยังคงรักเราอยู่ และก็เบื่อการเมืองเหมือนกัน กิจกรรมอีกอย่างก็จะเป็นการติดสอบเอนทรานซ์ วิชาที่สอนก็จะเป็น วาดเส้น, วาดเส้นสถาปัตย์, องค์ประกอบศิลป์ ก็มีนักเรียนมาเรียน อยู่ 4 – 5 คน พอเด็กเขาสอบติดก็มาแสดงความขอบคุณเราก็พลอยดีอกดีใจกับเขาไปด้วย งานอื่นที่ทำเช่น งานสกรีน, งานจัดตกแต่งร้าน และสวน, งานตัดต่อ, งานอาจารย์ 3 ก็ทำ, ขายของที่คลองถมบ้างก็ทำ, ทำทุกอย่าง ล้างแอร์ก็ล้าง ซ่อมประปาก็ซ่อม ไฟก็ซ่อม คอมก็ซ่อม คือทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้
     ผมทำงานอยู่ที่ร้านได้เกือบ 2 ปี ก็มาได้งานทำที่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ เป็นลูกจ้างชั่วคราว อาจจะด้วยเหตุผลหรือ บุญ อะไรก็ตามผมดีใจมากที่ได้กลับมาทำงานในหน่วยงานราชการอีกครั้ง เพราะด้วยการบีบรัดจากทางบ้านอีกครั้งซึ่งอยากให้เลิกทำร้านเพราะมันเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง พอได้ทำงานที่คณะทางบ้านดีใจจนหาที่สุดไม่ได้ด้วยความหวังที่ว่าลูกได้ทำงานที่ดีแล้ว ก็พลอยเลิกเป็นห่วง ลักษณะงานที่ทำในคณะก็ทำทุกอย่างจริง ๆ และผมก็เต็มที่กับมันเช่นเคย ไม่เคยปฏิเสธแต่อาจจะล่าช้าบ้างเพราะความที่ปฏิเสธไม่เป็น ผมทำงานให้กับ 2 ภาควิชา และทำงานให้กับคณะด้วย ถ้ามีงานอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมายก็จะทำ และพอผมทำงานได้ 2 ปี ผมก็ได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาวิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อการเดินทางของชีวิตที่ไม่มีวันจบสิ้นจนกว่าพ่อแม่จะได้อยู่อย่างสบาย และเพื่อความมั่นคงของชีวิตในอนาคต แม้อาจจะเริ่มช้า ตอนอายุค่อนข้างเยอะแล้วก็ตาม
 
อนุรักษ์ โคตรชมภู
2554
 
 
 
Copyright © 2004 www.anurak.org : Anurak Khotchomphu : All Right Reserved